Publication

การรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยการฉีดวัคซีน


Update : 17 Feb 2011

หลักการ คือใช้วัคซีนที่เตรียมจากสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้มากระตุ้นให้ร่างกายของผู้ป่วยสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ขึ้น...

การรักษาโรคภูมิแพ้โดยการฉีดวัคซีน(Allergen Immunotherapy)

หลักการคือ ใช้วัคซีนที่เตรียมจากสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้มากระตุ้นให้ร่างกายของผู้ป่วยสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ขึ้น โดยวิธีฉีดเข้าในผิวหนังทีละน้อยๆวิธีการในระยะ 5-6 เดือนแรกจะฉีดสัปดาห์ละครั้ง โดยฉีดที่แขนสลับข้างกัน และค่อยๆเพิ่มปริมาณของวัคซีนทีละน้อยตามลำดับ หลังจากฉีดได้ขนาดสูงสุดเท่าที่ผู้ป่วยจะรับได้แล้วโดยไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ ขึ้น จึงไม่เพิ่มขนาดของวัคซีน และค่อยๆเพิ่มระยะห่างของการฉีดวัคซีนออกไปเป็นทุกๆ 2 และ 3 สัปดาห์ จนถึงฉีดเพียงเดือนละครั้งเพื่อกระตุ้นให้ภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นคง ระดับสูงอยู่ได้ตลอดเวลา และควรฉีดเดือนละครั้งไปนาน 3-5 ปี จึงจะพิจารณาหยุดฉีดได้ ในรายที่ฉีดวัคซีนแล้วไม่ได้ผลดีโดยได้ฉีดต่อเนื่องกันมาเกินระยะ 1 ปีแล้ว และได้ตรวจสอบแก้ไขสาเหตุต่างๆ จนแน่ใจแล้วว่าไม่มีข้อผิดพลาด แสดงว่าการรักษาโดยวิธีนี้ไม่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยรายนั้น และควรจะหยุดฉีดได้

ข้อดีของการฉีดวัคซีน


1. เป็นการรักษาที่ตรงจุดคือ แก้ไขที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีความผิดปกติในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้
2. เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการมาก หรือรักษาด้วยยา หรือวิธีการอื่นแล้วไม่ได้ผลดี หรือผู้ที่ใช้ยาแล้วมีผลข้างเคียงของยามาก หรือผู้ป่วยแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้
3. ผู้ที่มีอาการของโรคหืดร่วมกับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ การฉีดวัคซีนจะช่วยให้อาการของโรคหืดทุเลาลงด้วย
4. สำหรับผู้ที่มารับการฉีดวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ อาการจะดีขึ้นประมาณร้อยละ 70-90 ขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้ และขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย
   

ข้อด้อยของการฉีดวัคซีน

1. อาจทำให้เกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายได้ เช่นเดียวกับการแพ้ยาฉีดชนิดอื่น หรือการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง อาจเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยเป็นอยู่แล้วมากขึ้น เช่น คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา
2. คันคอ ไอ หรือหอบหืด ลมพิษ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน กล่องเสียงบวมเกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ และอาจถึงช็อคได้
3. อาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะเห็นผล และต้องฉีดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

 

ข้อปฏิบัติที่สำคัญหลังการฉีดวัคซีน


1. ต้องนั่งพักให้แพทย์ดูอาการและสังเกตการบวมบริเวณที่ฉีดทุกครั้ง อย่างน้อย 30 นาที
2. ห้ามออกกำลังกาย หรือทำงานหนัก เช่น วิ่งเป็นระยะทางไกล เล่นกีฬา ขึ้นลงบันได หลังฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
3. หลังฉีด 24 ชั่วโมงให้สังเกตการบวมหรือผื่นแดงบริเวณที่ฉีดและบันทึกไว้ และก่อนฉีดวัคซีนทุกครั้งควรรายงานแพทย์ว่ามีการบวมแดงบริเวณที่ฉีดครั้งที่ แล้วหรือไม่ ขนาดเท่าใด และมีอาการผิดปกติอย่างอื่นหรือไม่ เพื่อแพทย์จะได้สั่งขนาดวัคซีนที่จะฉีดให้พอเหมาะ ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ได้
4. ผู้ป่วยควรดูแลรักษาสุขภาพทั่วไปให้ดีโดยการพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานได้ดี ภายหลังได้รับการกระตุ้นจากวัคซีน ซึ่งจะทำให้อาการโรคภูมิแพ้ดีขึ้นได้มากและเร็วถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการ ฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้แล้ว ผู้ป่วยควรพยายามกำจัด และหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ ตามคำแนะนำของแพทย์อยู่เสมอ เพราะการฉีดวัคซีนไม่ได้ทำให้ภาวะภูมิแพ้หายขาดอย่างสิ้นเชิง